* * MY SMALL ROOM * *

ร่วมด้วยช่วยกัน อ่าน และ สร้างกำลังใจ

คงมี คนเคยมีอาการแบบนี้ น๊า

แบบว่า ช๊านอยากนอน แต่ว่านอนไม่หลับ แน๊ส ชอบเป็นประจำเลย แต่ส่วนมากก็ จะนอนฟังเพลงเบาๆๆแล้วหลับไป แต่เมื่อคืนมันช่สงทรมานซะ จริงๆๆ

ดูเวลาก็ปาไป ตี1 จะทำไงดี โทรหา เพื่อนซี้แต่ละคน มันไม่รับสายเลย อ่ะ เซ็งๆๆๆ

ก็ลองโทรหา เพื่อนสมัยเรียน ช่างดู เฮ้ย.. มันรับสาย ** ดีใจมีเพื่อนคุยแล้ว อิอิ

บทการสนทนา ..

เพื่อนแน๊ส :  แกมีไรป่าวว่ะ มีเรื่องไรรึป่าว

แน๊ส : ป่าวว่ะ แต่ว่า แน๊ส นอนไม่หลับ อิอิ

เพื่อนแน๊ส : ไอ้นี่ ร้อยวันพันปี ไม่เคยโทรหา

แน๊ส : ก็น่ะ แกดันรับสายเรา ซะ

หลังจากนั้นก็ได้ เพื่อนคุยแก้ นอนไม่หลับไปพัก ไอ้ มือถือเกิดเดี้ยง ไม่มีสัญญาณ ซะง๊าน

เลย มีเรื่องทำ ต่อนั่งปิดเครื่อง เปิดเครื่อง ซ่อมมือถือ ทั้งคืน ปาไป ตี 2

โอ้ว... ยังไม่ง่วงเลยอ่ะ

เอาไงดี

สวดมนต์ดีก่า ก็สวดๆๆไป เฮ้ย ชักง่วง อ๊ะ นอนๆๆๆ ปรากฏว่า ไม่หลับ ตรูละ เซ็ง

นอนกลิ้งไปกลิ้งมา ฟังเพลง นู่น ตี 3 ประสบความสำเร็จ

ผ่านไปอีก 1 คืน

แล้ววันนี้ จะทำไรดี น๊า ช่วงนี้ชักนอนไม่หลับ อยู่ด้วย

 


จากการที่ ไม่สบาย หยุดอยู่บ้านเมื่อวานทั้งวัน

จะกินไรก็ไม่ค่อยอยากกิน ตอนเช้าทานแค่ นมกะ ขนมปังปิ้ง 1แผ่น จากนั้น นั่งเล่นเรื่อยเปื่อย ดูทีวี เล่นเน็ตเกือยค่อนวัน ไม่หิวเลยอ่ะ มารู้สึกตัวว่าหิวเกือบบ่ายสอง กินข้าวเสร็จไปเห็น โอ้ว วันนี้ยังไม่ได้กินกาแฟเลยอ่ะ เรามีกาแฟสดอยู่นี่นา เอามาชงดีกว่า เดินไปถาม แนวร่วมก่อน .. ป๊ะป๋า .. แน๊สจะทำกาแฟสด เอาป่าว ป๊ะป๋าบอกเออๆๆ เอาเป็นเย็นน่ะ

เย้ๆๆ มีคนกินก็อยากทำ ว่าแล้วก็ไปทำซะ โอ้วเยอะมากกกก ..ก็ต้องกินให้หมดน่ะ เสียดาย ..

พอกินไปค่อนแก้วเริ่มรู้ว่าปวดหัว ตึ๊บๆๆๆๆ เอาแล้วไง แน๊สเลยไปเอาน้ำมาทาน แต่ก็เสียดายกาแฟ ทานต่อจนหมด ปรากฏว่า ปวดหัว จะระเบิด ตัวร้อนกว่าเก่า แง๊ๆๆๆ อาการย่ำแย่ กินน้ำหมดไป สองขวดได้

แล้วต่อด้วยทานยา แก้ปวดหัวสองเม็ด นอนก็ไม่ได้ ปวดหัวมากกกก เหมือนมีระเบิดอยู่ในหัว แง๊ๆๆๆ

กว่าจะหาย ปาเข้าไป เกิอบ 5 โมง ก็คุณน้องชาย กลับมา ลาก แน๊สไปเดินเล่น นอกบ้าน แก้อุดอู้ ฮ่าๆๆๆ

ไม่เอาแล้ว จ๊ากินกาแฟ ตอนไม่สบาย เข็ดซะ ช้วงนี้ขอ งดไปก่อน กลัวๆๆๆ


ว่า ด้วยวันนี้เราว่า เฮ้ยอยากกินขนมปังสังขยาว่ะแล้วดูอาการเป็นไข้เริ่มดีขึ้น แบบว่าอยากกินไปหมดเลย

 ไอ้เราก็เออ โทรไปถามป๊ะป๋า กินป่าว (หาแนวร่วม) ป๋าบอกว่า ซื้อมาก็กินเอาฟระ ไปซื้อกินที่ มาบุญครองละกัน แต่เอ เราจะไปยังไงว๊า ก็ต้องนั่งรถใต้ดินไปโผล่ บีทีเอสสุขุมวิท ซะ ตอนแรกก็ยืนชั่งใจอยู่นานจะไปป่าว เอาวะ ป๋าบอกว่ากินนี่หว่า ไปซื้อเล่น วางแพลนไว้ในหมองเรียบร้อย แต่ระยะทางกับร่างกายมันไม่เอื้ออำนวยเอาซะเลยแฮะ โผล่ไป บีทีเอส คนเยอะค่ะ แน่นด้วยหายใจไม่ออก จะเป็นลม แต่แบบว่าจะลงก็กระไรอยู่ เลยฝืนๆๆ มาถึงป้ายสยาม แต่ว่า เฮ้ย ร้านมน์มันอยู่ชั้นไหน ตรงไหนฟระ จากการถามคุณปังคุงบอกว่า ชั้นสองติดกะโรงแรม แล้วมัน เราก็แบบว่าเดินเหมือนคนหมดแรง จะเป็นลม

ไปถึงร้านเฮ้อ ช๊านเหนือยมากกกกกก ไม่อยากแล้ว ทั้งสิ้น แต่ก็น่ะมาถึงก็ซื้อๆๆกลับบ้านหน่อย ไอ้เมนูที่จะกินกันหมด ขนมปังสังขยาใบเตยอ่ะ มีแต่ขนมปังแผ่น แล้วสังขยาสี ครีมๆๆอ่ะ

ก็ต้องซื้อมาละว๊า

ขากลับ โอ๊ยต้องต่อรถบีทีเอส อีก ตัวเรา เวียนหัวมาแล้ว หายใจไม่ออก ยืนอีก แง๊ๆๆๆ จะเป็นลมทำไงดี นึกในใจจะถึง ป้ายหมอชิตแล้ว ต้องลงมาต่อรถใต้ดินอีก ช๊าน

มันเหมือนดูสบายน่ะ แต่ว่าทำไมเรา ดูเหนื่อยเหลือเกิน เดินออกจากป้ายก็ผิดซะงั้น

นั่นแหละ แทบขาดใจ กะมนต์นมสด ซะงั้น

ตอนนี้ ไอ้ขนมปังยังวางไว้เลย ค่ะ ไม่อยากทานซะงั้น  แต่เป็นไข้ต่ออ่ะดิ เซ็งเลย ฮ่าๆๆๆ


Blog Entryอาการนอนไม่หลับMar 4, '08 1:23 AM
for everyone

ดึกดื่นก็มีเรื่องราวให้ นอนไม่หลับ ให้เก็บไปคิดทบทวนทั้งคืนวุ่นวาน บลา บลา บลา ....

ไอ้อาการนอนไม่หลับ คงเกิดกะคนบางคนบ้าง ส่วนแน๊สอ่ะ เวลาเป็นอ่ะ มันจะทรมาน ช๊านอยากนอน แต่ไม่ไม่หลับอ่ะ

ไอ้การแก้ของแน๊สหรอ นี่เลย เริ่มจากการฟังเพลงก็แล้ว เน้นเพลงง่วงๆ บางทีก็จเอะดีเจ พูดมากซะ ตาสว่าง อ่ะ หันมา อ่านหนังสือแล้ว ขี้เกียจอ่านอีกอ่ะจิ เลยดูรูปภาพในหนังสือแทน เปลี่ยนตะแคงนอนบ้างพลิกไป พลิกมา กลับด้านนอนมั้ง ไม่งั้นเราก็ที่พึ่งแบบโบราณ นับแกะค่ะ นับเป็นร้อยแล้ว มันยังไม่หลับ

ทำไงดี ถ้าไม่หลับสุดๆๆ จะเช้าแล้ว โทรไปละลานชางบ้านมันก็ น่าเกลียด นี่เลย สวดมนต์ จนหลับ ฮ่าๆๆก็ดีนะ จิตใจสลบ ไม่ฟุ้งซ่านด้วย

เพื่อนๆๆ อ่ะ ทำไงกันบ้างอ่ะ

แล้ววันนี้เราจะง่วงนอนป่าวน๊า อิอิ

 


คิดยังไงกับคำ "โกหก"

คนบางคนยินดีที่จะฟังคำโกหก แล้วก็ "เชื่อ" ถ้อยคำเหล่านั้น
อย่างสนิทใจ หลายคนอาจมองว่า พวกเขาโง่ แต่มันก็เป็นความโง่...
ที่เต็มใจเลือก เพราะถ้าโง่แล้วรู้สึกดี จะฉลาดเพื่อเจ็บปวดทำไม?
เคยมีคนบอกว่า.."หากจะมีคำโกหกใดที่หวานหอม และผู้คนต้องการฟังมากที่สุด
คำ คำนั้น คือ "รัก" " แต่ถ้าเลือกได้นะ...ชั้นขอความจริงที่โหดร้าย คำเดียว...
ถึงคำ คำนั้น คือ "เกลียด" ก็จะฟัง..แม้ว่าการรับรู้จะต้องใช้ความเจ็บปวดแลกมากสักแค่ไหน....คิดว่ามันคุ้มนะ?
เพราะสิ่งที่ได้จะไม่ใช่ความฉลาดเพียงอย่างเดียว......
แต่มันคือ..... "ความจริง"


ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไร อารมณ์เบื่อๆๆเซ็งๆๆ ไม่อยากทำงานเริ่มมากขึ้น

เป็นแม่ตั้งแต่ คุณแม่เข้ารพ.แล้วล่ะ เจอะเหตุการณ์ ของพี่ที่ทำงาน ไม่มีน้ำใจเลย

ตอนนี้มานั่งคิดว่า แล้วเราจะทำงานกับคนนี้ทำไมฟระ มันไม่เคยนึกถึงคนอื่นเลย คิดแต่งานๆๆๆ

เฮ้อๆๆๆๆ

เซ็งมากกกกกกก  สงสัย คงต้อง หาไรใหม่ๆๆทำแล้วละ

เบื่อจังเลย


ใครๆๆ เดี๋ยวนี้ก็ใช้ โทรศัพท์มือถือกันทั้งนั้นเมือนเป็นปัจจัยที่ ขาดไม่ได้เลยแหละ

ของแน๊สก็เช่นกัน มีมือถือไว้ ฟังเพลง ไว้เมาท์เพื่อนๆๆ ไว้ถ่ายรูป ฮ่าๆๆๆ

วันไหนถ้าลืมไว้ที่บ้านต้องยอมมาทำงานสายอ่ะ กลับไปเอา ขาดไม่ได้เลยเพราะว่าเราจะเอาไว้ฟังเพลงตอนทำงาน ฟังมันทั้งวัน ไหนจะคุยติดต่อกะเพื่อนๆๆบ้าง ลูกค้าบ้าง

-> แต่มาวันนี้ มันมีอาการ ดื้อ อ่ะ  สงสัย จะพังซะแล้ว

1. ประมาณว่า มันไม่ยอมเข้าเมนูหลักๆๆให้ อ่ะ

2. โทรออกก็ค้างซะงี้

3. กดวางไม่ได้อีก

เง๊อ... ทำไมดื้อ อย่างงี้  ไอ้รุ่น โนเกีย3230 อิอิ

**********************************************

อย่าเสียซิ แน๊สอุตส่าห์เปลี่ยนแบตเตอร์รี่ใหม่ให้แล้วนะ มือถือจ๋า

แล้วจะ ซ่อมไงดีอ่ะ

++ วันนี้ แน๊สเลย งดใช้ซะเลย ถอดแบต ออกไว้ข้างนอก ดูจิ มันจะหายป่าว อาการค้างๆๆ

ไม่งั้นคงต้องหาเครื่องใหม่แล้ว ตอนนี้ก็ออกมาเยอะแยะ งงดีแท้ จะใช้รุ่นไหนดี

 

คิดไม่ออก บอกกันหน่อยจิ


ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน



แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ

ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

"ก็ได้ ในเ มื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

"ผมขโมยเองครับ"

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด

จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน

" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้

หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

" พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้

ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ



หลายปีผ่านไป

แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า< FONT face=Garamond color=#008000 size=4>

" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้

ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน

พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ

ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ

ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน

ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ .......


วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....

ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง

อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า

"มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
...

ฉันถามเขาว่า

"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ

ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง

และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง

เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน

แล้วพูดว่า

"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า

หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก

เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

" แม่ไม่ได้จ้างหรอก....น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ

น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"

ฉันถาม

"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ

มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ

และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา

น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน....

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว

ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ.. ..เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี

และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ   ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

"ซัมซุง"

และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ

บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง 
 
 
 

** อ่านแล้ว ซึ้งๆๆกันไหมค่ะ

Blog Entryคำพูด 3 คำNov 18, '07 11:57 PM
for everyone

คำพูด 3 คำที่ผู้ชายกลัวที่สุด !

1.
W h a t e v e r

อ ะ ไ ร ก็ ไ
ด้



Men: What to have for dinner?

เราจะกินอะไรกันดีอ่ะจ๊ะ


Women: Whatever

อะไรก็ได้จ้า


Men: Why not we have steamboat?

ทำไมเราไม่กินสตีมโบทกันล่ะ


Women: Don't want la, eat steamboat later got pimples in my face

ไม่อ่ะค่ะ กินแล้วสิวขึ้นนะตัวเอง


Men: Alright, why not we have Si Chuan cuisine

ก็ได้ งั้นกิน อาหาร เสฉวนกันม้า


Women: Yesterday ate Si Chuan, today eat again?...

เมื่อวานก็กิน
วันนี้จากินอีกเหยอ

Men: Hmm..... I suggest we have seafood...

งั้นเค้าแนะนำว่ากินซีฟูดดีกว่ามะ


Women: Seafood no good la, later I got diarrhea

อาหารทะเลไม่ดีมั้ง กินแล้วท้องเสียอ่ะ


Men: Then what you suggest?

งั้นตัวเองจะกินไรล่ะ


Women : Whatever

อะไรก็ได้จ้ะ
^^



.......................................................................................................................................



2.
A n y t h i n g

ไ ด้ ทั้ ง นั้ น



Men: So what should we do now?

เอ เราจะทำอะไรกันดีน้า


Women: Anything

อะไรก็ได้ทั้งนั้น แหละ


Men: How about watching movie? Long time we didn't watch movie

ดูหนังกันมั้ย ไม่ได้ดูนานแล้วนะ


Women: Watching movie no good la, waste time only

ดูทีวีไม่ดีหรอก ดูไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ


Men: How about we play bowling, do some exercises?

งั้นโยนโบว์
กันดีกว่า ออกกำลังกาย
Women: Exercise in such hot day? You not feel tire meh?

ออกกำลัง ตอนร้อน ๆ เนี่ยนะ ไม่เหนี่อยบ้างไง


Men: Then find a caf>&eacute; and have drink

ถ้างั้นก็หากาแฟกินนะ


Women: Drink coffee will affect my sleep

กินกาแฟเดี๋ยวก็นอนไม่หลับหรอกตัวเอง


Men: Then what you suggest?

งั้นเราทำไรกันดีล่ะ


Women: Anything

อะไรก็ได้ทั้งนั้นค่าาาาา
^^



.......................................................................................................................................



3.
Y o u d e c I d e

ต า ม ใ จ เ ธ อ เ ธ อ เ ลื อ ก



Men: Then we just go home lo

งั้นเรากลับบ้านละกันนะ


Women: You decide...

ตามใจสิจ๊ะ


Men: Let take bus, I will accompany you...

ขึ้นรถเมล์ละกันนะ เด๋วเค้านั่งด้วย


Women: Bus is dirty and crowded. Don't want la

รถเมล์สกปรก แถมคนก็แน่นด้วยอ่ะ
ไม่อยากขึ้นเลย

Men: Ok we will take Taxi

โอเค นั่ง
taxi ก็แล้วกัน
Women: Not worth it la... for such a short distance...

ไม่คุ้มเลยเนี่ย
ใกล้แค่นี้เอง

Men: Alright, then we walk lo. Take a slow walk

ได้ ๆ
งั้นเดินไป
Women: What to walk with empty stomach woh?

รัยกัน
. . . จะเดินตอนหิว ๆ งี้เลยหรอ

Men: Then what you suggest?

ฮ่วย
.. แล้วจะเอาไงละ ว่ามา

Women: You decide

ตามใจเทอดิ


Men: Let's have dinner first

แดกข้าวก่อนละกันวะ


Women: Whatever

อะไรก็ได้


Men: Eat what?

เอ้า
... จะกินไร

Women: Anyting

ได้ทั้งนั้นแหละ



Men: (Look around... no one here, gonna kill her....)
(
มองไปรอบ ๆ .... ไม่เห็นใคร... กรูจะฆ่ามรึง!!!!

 

ฮ่า ๆๆๆๆๆ


Blog Entryวังน้ำเขียว จ๋าNov 18, '07 8:57 PM
for everyone

วังน้ำเขียว จ๋า.. แล้วเราจะกลับไปเที่ยวอีกนะ

 วังน้ำเขียว ออกเดินทางประมาณเวลา 7.00 น.(ยามเช้าที่แสนจะง่วงนอน) โดยไปทางเส้น นครนายก ปราจีนบุรี แวะนู้น แวะนี่ พอมาแวะ ปั๊มน้ำมัน แถวปราจีนบุรี ได้สัมผัสลมหนาวอย่างแรง ช๊อบ ชอบ เพราะว่า กรุงเทพ ที่ผ่านมาร้อนจริงๆๆ เราใช้เวลาการเดินทางไม่นาน ส่วนมากจะดูบรรยากาศรอบๆๆเพลินค่ะ

เรา ถึงที่พัก ..ภูทรายแก้ว.. ประมาณ 11.00 น.ทางไปที่พัก สุดหินเลยแต่ ถึงที่พักก็หายเหนื่อย บรรยากาศดีมาก ลมเย็นพัดตลอด ที่พักก็น่ารักดี ถึงจะไม่ใหญ่โตเหมือนรีสอร์ทดังๆๆ แต่เจ้าของ พี่ปุ๊ก็ใจดี บริการ จัดหาสิ่งของต่างๆให้ เราเดินสำรวจได้ไม่เท่าไหร่ ก็เตรียมตัวไปเที่ยงสถานที่ต่างๆ ที่ พี่ปุ๊ (เจ้าของที่พัก๗ แนะนำมา

และแล้วเรามุ่งหน้าจะไปดูฟาร์มองุ่น อิอิ ไม่มีเลย อดกินองุ่นเปลี่ยนแผนค่ะ เรามุ่งหน้าไปดูฟร์มเห็ดกัน

พอไปถึงฟาร์ม  พี่เจ้าของเขาใจดีมากเลย เอาน้ำเห็ดมาให้ชิม แนะนำของผลิตภัณฑ์ต่างๆ แน๊สติดใจน้ำเห็ด อร่อยมาก คล้ายๆน้ำเก็กฮวยผสมน้ำผึ้ง ขวกละ20บาทเอง มีเห็ดผสมตั้ง 3ชนิดมีแบบผงด้วยนะเราเหมามาจะเอามาทำบ้าง

ข้างๆฟาร์มเห็ด บรรยากาศ เป็นทุ่งหญ้า สวยมาก เก็บบรรยากาศด้วยการถ่ายภาพ กันใหญ่เลย

พี่เจ้าของฟาร์มเห็ดแนะนำว่าให้ไปดูพระอาทิตย์ตก ที่ผาเก็บตะวัน (ถ้าจำชื่อไม่ผิดนะค่ะ) เวลาที่พระอาทิตย์ตก ก็ประมาณ5.35 สวยมากเลย ค่า พี่เจ้าหน้าที่ ที่ดูแลบริเวณจุดูพระอาทิตย์ตกก็ อธิบายอย่างละอียด แน๊สเลยเก็บบรรยากาศ มาไว้เรียบร้อย เวลา6.30 น. ลมเย็นๆพัดมาอย่างที่จะรู้สึกได้เลยเพราะว่า สถานที่ดูพระอาทิตย์ตกนั้นอยู่ในป่า มีคนมากางเต้นท์กันเยอะพอสมควร แต่แน๊สคงสู้ฝูงยุงไม่ไหว กัดขาแน๊สใหญ่เลย ต้องหนีแล้ว เพราะว่า ค่ำแล้วเราต้องหาที่ทานข้าวแล้ว สถานที่ต่อไปเราก็คือ ไปทานข้าวที่ ร้านบ้านวังน้ำเขียว อาหารก็พื้นบ้านที่หาทานได้ บรรยากาศที่ร้าน สวยค่ะ ดูไฮโซมากๆๆ สมหนาวก็มาแล้ว หนาวๆๆ ทานเสร็จ ประมาณ 19.30 น. กลับที่พักกัน ไปพักผ่อนที่พัก ภูทรายแก้ว ขอแนะนำว่า ห้องน้ำ ที่พักที่นี่ จะเป็นแบบเปิดค่ะ มองเห็นดาวเห็นท้องฟ้า แต่แบบว่าหนาวค่ะ

นี่คือบรรยากาศรวมๆ ที่ไปมา อากาศสดชื่น แต่เสียดายไม่มีหมอกลง เอามาเล่าให้ฟังคร่าวๆนะค่ะ




คุณเชื่อไหม..เรื่องคู่กันมาแต่ชาติปางก่อน


เค้าพูดถึง soul mate เอาไว้ว่า....
"soul mate" จะเป็นเพื่อน เป็นคนรัก หรือเป็นคนรู้จักก็ได้ มีคุณสมบัติ คือเป็น

1. ต้องเคยใช้ชีวิตชาติปางก่อนมาด้วยกัน
2. ครั้งแรกที่พบกันในชาตินี้ ต้องรู้สึกทันทีว่าคุ้นมากๆๆๆๆ มีอะไรบางอย่างสื่อถึงกัน รู้สึกสบายใจและไว้วางใจในทันที
3. เมื่อมีปัญหาแตกร้าว ก็เข้าใจกัน แก้ไขได้ด้วยกันโดยง่าย

"soul mate" มิใช่ "เนื้อคู่" แต่เพียงอย่างเดียว มีถึง 3 แบบด้วยกัน
แบบที่ 1 เรียกว่า Companion Soul Mates
คือคนที่เป็นเพื่อนก็ได้ เป็นครูก็ได้ เป็นเจ้านายก็ได้ เป็นใครสักคน

เป็นคนแปลกหน้าผ่านมาเวลารถเสียแล้วช่วยซ่อมให้ก็ได้
ไม่คิดตังค์ ไม่ล่อลวงไปข่มขืน

หรือเป็นคนที่ได้พบปะพูดคุยด้วยไม่กี่ครั้ง หรือเพียงครั้งเดียว
แต่เป็นแรงบันดาลใจส่งให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทา งที่ดี
เป็นคนที่เราจะได้พบในช่วงสั้นๆ ในชีวิต
เพราะชาติที่แล้วเราเคยช่วยเหลือกันมาก่อนในระยะเวลา จำกัด

…แรงบันดาลใจ ฉันจะเป็นเหมือนเธอ จะทำให้ได้อย่างเธอ
อย่างงี้หละ!
แบบที่ 2 เรียกว่า Twin Soul Mates
คือคนที่เราเป็นเพื่อนกันมาหลายชาติแล้ว
พอชาตินี้มาเจอกัน! อีกก็ได้เป็นเพื่อนกันอีก
คล้ายๆ พวกที่1 แต่จะรู้สึกถึงมิตรภาพที่ผูกพันแนบแน่นกว่า
แบบว่าสื่อถึงกันได้ทางโทรจิต คล้ายว่าเป็นฝาแฝดกันน่ะ
พอได้รู้จักกันแล้วก็จะรับรู้ทุกข์สุขกันไปตลอดชีวิต

ร่วมทุกข์ร่วมสุขประมาณว่า ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนไหนในโลก
ก็รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าอีกคนกำลังรู้สึกอย่างไร จะเป็นคนที่ปลอบคุณเวลาที่คุณทำผิดพลาด

คอยเช็ดน้ำตาให้คุณเมื่อทุกใจ
เพื่อนตายก็ว่าได้เลย
แบบที่ 3 เรียกว่า A Twin Flame Soul Mates
แบบนี้มีคนเดียว หายาก และพบยาก จะพบกันก็เพราะความผูกพันธ์ที่ผูกคุณและเค้าไว้

ส่วนมากจะเป็นเพศตรงข้าม ทั้งชีวิตนี้จะมีได้แค่คนเดียว
เป็นคนที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันมาหลายชาติภพแล้ว เป็นจิตวิญญาณของกันและกัน
พอพบกันครั้งแรก จะเหมือนมีประจุไฟฟ้าแล่นเข้าหากัน ดั่งเหมือนมีมนต์

จะรู้สึกถูกชะตา รู้สึกดีเมื่อได้อยู่ใกล้ๆ จะรู้อยู่ลึกๆ ทันทีว่านี่คือคู่ของเรา
ต้องเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน จะรู้สึกแบบนี้กับคนๆนี้คนเดียวเท่านั้น
เป็นคนที่ได้ยินชื่อ พบกัน หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกันเค้าแล้วคุณรู้สึกอย่างนี้ จะเป็นความรู้สึกที่แปลก
คุณจะรู้สึกได้( สำหรับคนที่เจอแล้วนะ)ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ไม่เหม ือนใคร
แตกต่างจากคนที่เรารู้จัก หรือคนธรรมดาทั่วๆไปที่ได้พบ
ป.ล.
แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ soul mateที่เกิดแต่ชาติปางก่อน นะจะ ห้ามมั่วนิ่ม!
พวกที่เอะอะปิ๊ง เห็นเค้าน่ารักดี ก็บอกว่าใช่
รู้สึกดีๆ กับเค้าเพราะเหมือนคนที่เรารู้จัก คนที่เรารัก หรือเป็นตัวแทนของใคร
เพราะได้ใกล้ชิดกัน กลายเป็นความผูกพันธ์ที่เกิดในชาตินี้
สงสาร(เธอจัง…มาจีบอยู่หลายปี)



Blog Entryงานแต่งงานOct 18, '07 11:39 PM
for everyone

นานๆๆ จะได้ มีลุ้นไปงานแต่งงาน ยิ่งงานแต่งเพื่อนกลุ่มแก๊งค์ที่ ซี้ๆๆด้วย หาได้ไม่ค่อยเยอะเลยนะ

ว่าแต่ ดันมาแต่งวันที่เราไป ต่างจังหวัดนี่ซิ อีกอย่างไม่ใช่แต่ง กรุงเทพ นะ นู้น พัทยา แหม สรรหา บรรยากาศเชียว แต่ไม่คิดจะมาถามเพื่อนๆๆเลยว่าไปกันได้ไหม (งานแต่งงานมันนี่นะ)

แน๊ส อยากไปนะเนี่ยแต่ๆๆๆ มันติดไป ต่างจังหวัดน่ะ เพื่อนเป็ด ** เอาเป็นว่า ยินดีด้วยนะ ที่หนีหนาวได้แล้ว คนนึงของกลุ่ม

ไว้จะจัดปาร์ตี้สละโสดให้ละกัน ดีไหม  อิอิ

ใครจะไปกะเราบ้างละ  ถึงเวลารวมแก๊งค์จ้า


Blog Entryเช้าวันศุกร์Oct 18, '07 11:20 PM
for everyone

สวัสดี เช้าวันศุกร์ ที่ดูไม่ค่อยจะ วุ่นวายเพราะว่า

คนส่วนใหญเขาลากันต่อเนื่อง ก็ใช่ซิวันอังคารก็หยุด ด้วย งั้นลาต่อวันจันทร์เลย ..... แต่ว่า แน๊ส ลาไม่ได้หรอก ยังทำงานไม่ครบปีเลย เศร้า

อิจฉา จังเพื่อนๆๆที่หยุด วันศุกร์ กะ วันจันทร์แล้วแอบไปเที่ยว โดยไม่มีเรา โอมๆๆๆ เพี้ยง ถ้าไม่มีหนมมาฝากนะ ขอให้ ..... สาธุ จะโกรธกันเลย

 


Blog Entryอารมณ์เบื่อๆๆOct 5, '07 10:35 PM
for everyone

เคยไหมที่ตื่นมาตอยเช้าแล้วพบความรู้สึกที่ว่า ฉันไม่อยากมาทำงานเลย ทำไมต้องมาทำงาน แล้วให้คนอื่นมาว่าด้วย เราก็มีสมองนะ ไม่ใช่ไปเป็นขี้ข้า

พ่อกะแม่เรา ไม่เคยว่าขนาดนี้เลย แล้วทำไม ชั้นต้องมานั่งทนด้วย (เฮ้อ คิดในใจ ประสบการณ์ทำงาน นะ.. ท่องๆๆไว้)

เฮ้อ แต่ว่าก็ต้องจำใจมา  มาทำงาน งกๆๆหมดไปวันๆๆ โอ้เที่ยงแล้ว เอ๊ะ เลิกงานแล้วแต่.. ยังกลับไม่ได้ งานกอง ทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จ หัวหน้าก็ยังไม่กลับ โอ้ว!! นี่แหละหนา ชีวิตคนทำงาน เมืองกรุง มีแค่นี้หรอเนี่ย


Blog Entryง่วงนะเนี่ยSep 18, '07 1:02 PM
for everyone

ขณะนี้เวลา 0.00 โหเรานั่งลงรูป แก้ไปแก้มา จนเวลาเท่านี้แล้วหรอเนี่ย

นั่งเล่นมา ตั้งแต่เกือบสี่ทุ่มแหละ ทำไม๊ ทำไม  เวลางานไม่เห็นมันจะเพลินยังงี้เลยอ่ะเนี่ย

ว๊า ไม่ได้การเดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นสายแน่เลย  ร่ำลาไปนอนก่อนนะค่ะ


10 เทคนิคการใช้ internet Explorer

 

1. การแสดงพื้นที่บน internet Explorer ให้มากที่สุด
ให้กด keyboard F11 เพื่อขยายเต็มหน้าจอ กดอีกครั้งจะเป็นการกลับสู่สภาพเดิม

2. ค้นหาข้อมูลใน web ที่กำลังใช้งาน
เราสามารถ search ข้อมูลใน web ที่กำลังเข้าไปดูอยู่ได้ โดยการกด keyboard Ctrl+F

3. ปุ่มใดแทนคำสั่ง back ได้
ปุ่ม Backspace ใน keyboard สามารถใช้ทดแทนคำสั่ง back เวลา surt net ได้

4. ปิด window ให้เร็วดังใจ
ใช้ปุ่ม Ctrl+W ใน keyboard เพื่อปิด window ที่กำลังใช้งานอยู่ได้

5. ดู address bar ว่าไปที่ไหนมาบ้าง
address bar คือตำแหน่งที่ใช้ในการพิมพ์ url ของ web site ต่าง ๆ เราสามารถดูได้ว่าเคยพิมพ์อะไรไปบ้าง โดยการกดปุ่ม keyboard F4 โปรแกรมจะแสดงรายละเอียดให้ทราบ

6. save URL ให้เร็วที่สุด
คุณสามารถกดปุ่ม keyboard Ctrl+D เพื่อ save ที่อยู่ใน web site ที่คุณดูอยู่ในปัจจุบันได้ (เผื่อคราวหน้าจะได้ เยี่ยมไปแวะชมอีกได้สะดวกไง)

7. ส่ง web ถูกใจไปให้เพื่อน
คุณทราบหรือไม่ว่า web page ต่าง ๆ ที่เราแวะเข้าไป สามารถส่งไปให้เพื่อนดูได้ เพียงแค่เลือกเมนู File เลือก Send และเลือกหัวข้อ Page by Email แค่นี้เพื่อนคุณก็จะได้รับ web ที่มีหน้าตาเหมือนกับที่คุณกำลังดูอยู่

8. เลื่อนดูหน้า web อย่างรวดเร็ว
ปกติเวลาจะดูรายละเอียดของ web page แต่ละหน้า จำเป็นต้องใช้เม้าส์คลิกลาก ขึ้น-ลง ด้านบนสุด หรือล่างสุด ทำให้ไม่สะดวกนักสำหรับผู้ไม่ถนัดในการใช้เมาส์ ลองกดปุ่ม keyboard ที่ชื่อว่า Home หรือ End ดู คงช่วยอะไรคุณได้บ้าง

9. อยาก save ภาพเป็น wallpaper
บางครั้งเราแวะไปเยี่ยมชม web site บางแห่ง แล้วถูกใจในรูปภาพนั้น ๆ และอยากจะนำกลับมาเป็น wallpaper สำหรับโปรแกรม Internet Explorer มีตัวช่วยให้คุณครับ เพียงแค่กด คลิกขวาที่บริเวณภาพ จากนั้นเลือกคำสั่ง  Set as wallpaper

10. เลื่อนขึ้น-ลง ทีละนิด
web page บางหน้าอาจมีความยาวมาก การจะเลื่อนหน้าทีละนิดเพื่ออ่านข้อมูล ถ้าจะใช้เมาส์ บางทีอาจไม่สะดวกนัก ลองใช้ keyboard ปุ่มที่ชื่อว่า Page Up หรือ Page Down หรือว่า แค่เคาะ Spacebar ก้อสามารถเลื่อนลงมากดูรายละเอียดของ web นั้นได้สะดวก น่าจะดีกว่าเยอะเลย

 


ใครที่ชอบดื่มกาแฟเป็นประจำ วันนี้เกร็ดความรู้มีประโยชน์และโทษมาบอกกัน...


คุณประโยชน์ของกาแฟ


• มีฤทธิ์ เป็นยาระบายและยาขับปัสสาวะอย่างอ่อน ๆ
• กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
• ทำให้ตื่นตัวและแก้ง่วงได้



โทษที่ต้องระวัง


• กาแฟต้มหรือที่ชงแบบให้น้ำเดือดซึมผ่านผงกาแฟ หรือกาแฟที่ใช้ถุงผ้าชงนั่นเองจะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
• กาแฟต้มอาจทำให้ระดับคอลเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น
• อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน
• ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟจัดอาจมีอัตราเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ



Blog Entryตำนาน ป๊อปคอร์นSep 17, '07 1:25 AM
for everyone
กินกันมาตั้งนาน เคยสงสัยไหมว่าใครหนอ ช่างคิดทำป๊อปคอร์นขึ้นมา ??

คำตอบก็คือ ชาวอินเดียนแดงแห่งทวีปอเมริกาไงล่ะ เพราะบริเวณนั้นเนี่ยเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดนานาชนิด เค้าสันนิษฐานกันว่าปลูกกันมาตั้งแต่เมื่อ 5,600 ปีที่แล้วแน่ะ

หลักฐานสำคัญก็คือ มีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสไปพบหลักฐานข้าวโพดคั่วในซากเมืองโบราณหลายแห่งเช่น เมืองอินคาในอเมริกาใต้ โดยเค้าพบหม้อดินปั้นพิเศษสำหรับคั่วข้าวโพด วิธีทำข้าวโพดคั่วสมัยก่อนก็คือ ฝังหม้อในทรายที่ร้อนจัด จากนั้นโรยเมล็ดข้าวโพดลงไปแล้วปิดฝา ความร้อนจากทรายทำให้ข้าวโพดแตกกลายเป็นข้าวโพดคั่ว

นอกจากนี้เค้ายังพบว่ามีการนำข้าวโพดคั่วมาร้อยเป็นเครื่องประดับสำหรับหัวหน้าเผ่าหรือนักรบ แม้แต่ในเม็กซิโกปัจจุบันยังมีการนำพวงข้าวโพดคั่วมาประดับเทวรูปด้วย ... (มดคงตามมากัดเนอะ!!~)

ชาวพื้นเมืองอเมริกันเป็นผู้พัฒนารูปแบบข้าวโพดคั่วอย่างเป็นทางการมากว่าพันปีแล้ว และแพร่หลายในยุโรปราวศตวรรษที่ 15 เมื่อโคลัมบัสบันทึกไว้ว่าชนพื้นเมืองอเมริกานำช่อดอกไม้และเครื่องประดับ ศีรษะที่ทำด้วยข้าวโพดคั่วมาขายลูกเรือของเขา "นิยมไปทั่วโลก"

ในปลายศตวรรษที่ 19 อเมริกาเป็นประเทศแรกที่มีการจำหน่ายข้าวโพดคั่ว

เป็นธุรกิจ ข้าวโพดที่จะนำมาทำข้าวโพดคั่วต้องเป็นพันธุ์พิเศษโดยเฉพาะ เรียกว่า Zea mays L. Var. everta เมล็ดมีเปลือกแข็ง แต่เนื้อในเมล็ดนุ่ม

เริ่มมีการปลูกข้าวโพดเป็นการค้าสำหรับข้าวโพดคั่วครั้งแรกในอเมริกา

ราวปี ค.ศ.1887 ส่วนเครื่องทำข้าวโพดคั่วเกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1885 โดยนายชาลส์ เครเตอส์ ชาวเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ต่อมาปี ค.ศ.1925 มีการผลิตเครื่องคั่วข้าวโพดแบบไฟฟ้าเป็นผลสำเร็จ ลักษณะเป็นเครื่องแก้วและเครื่องไฟฟ้าสีโครเมียม ทำให้ข้าวโพดคั่วได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นไปอีก

และเมื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอเมริกาเติบโตในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการเปิดโรงภาพยนตร์หลายแห่ง

และมีการนำเครื่องทำข้าวโพดคั่วไปทำข้าวโพดคั่วขายให้แก่ผู้เข้าชมในโรงด้วย โดยเริ่มนำมาขายในปีค.ศ. 1912 เป็นต้นมา ทำให้ข้าวโพดคั่วกลายเป็นสัญลักษณ์ควบคู่กับความบันเทิงในรูปแบบนี้จน กระทั่งปัจจุบัน และเมื่อโทรทัศน์เริ่มแพร่หลาย กินข้าวโพดคั่วหน้าจอโทรทัศน์ก็ยังเป็นที่นิยมของชาวอเมริกันด้วย


หลายคนเวลาเข้าปั๊มน้ำมัน อาจจะลืมสังเกตว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
ลองลำดับภาพนะครับ ขับรถเข้าไปที่หัวจ่ายน้ำมัน
จากนั้นเปิดกระจกรถขึ้น

บอกเด็กปั๊มว่าต้องการเติมน้ำมันชนิดไหน ราคาเท่าไหร่

จากนั้นก็เปิดฝาน้ำมัน

เด็กปั๊มจัดการเติมน้ำมันให้คุณเสร็จ
คุณก็จ่ายสตางค์เสร็จแล้วปิดกระจกรถขับรถออกไปจากปั๊ม

จากนั้นคุณอาจจะรู้สึกถึงกลิ่นในรถที่เปลี่ยนไป
บรรยากาศในรถของคุณจะอบอวลไปด้วยกลิ่นของน้ำมันครับ

ยิ่งถ้าคุณเปิดหน้าต่างหรือประตูรถเป็นเวลานานๆ
ไอน้ำมันที่ทำให้เกิดกลิ่นก็จะมากขึ้นไปด้วย

หากคุณเปิดแอร์ในรถคงนานกว่ากลิ่นจะจาง
แต่คุณไม่รู้ตัวเพราะจมูกอาจจะชินไปแล้ว

แต่ถ้าเปิดกระจกขับรถกลิ่นก็จะหายไปเร็วขึ้น
คุณอาจจะยังสงสัยว่า แค่กลิ่นไอน้ำมันแค่นั้น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรถึ้น

แต่อยากจะให้ระวังไว้ว่า ไอน้ำมันต่างๆ
รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่เติมเข้าไป
มีสารที่สามารถทำลายไขกระดูกผสมอยู่คือ
สารไฮโดรคาร์บอนที่เป็นส่วนประกอบของน้ำมันนั่นแหละครับ
เป็นสารที่ทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพได้ หากได้รับในปริมาณมากๆ เป็นเวลานานๆ

สารดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาของไขกระดูกฝ่อหรือไขกระดูกไม่ทำงาน
หรืออาจจะเป็นสารก่อมะเร็งได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเม็ดเลือด

ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ได้รับแล้วจะเกิดปัญหานะครับ
แต่โอกาสที่จะเกิดโรคก็จะสูงขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กๆ ที่ทำงานในปั๊มน้ำมันเร็ง
พวกเด็กปั๊มนั่นล่ะครับโอกาสเสี่ยงสูง

หากได้รับสารในปริมาณที่มากเป็นเวลานานๆ โอกาสที่จะเกิดปัญหาก็สูงขึ้น
แต่ถ้าได้รับในปริมาณน้อยในระยะเวลาสั้นๆ โอกาสก็จะลดลง

ที่เน้นว่าในเด็กเพราะเซลล์ต่างๆ
ยังค่อนข้างไวต่อการเปลี่ยนแปลงและการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม
โอกาสก็จะมากกว่าผู้ใหญ่

และแน่นอนที่สุด เด็กปั๊มหรือคนที่ทำงานเกี่ยวกับน้ำมัน เช่น อู่ซ่อมรถ
ก็มีโอกาสเป็นสูงกว่าคนธรรมดาที่นานๆ จะได้รับสารซักที

นอกจากนี้การสูดดมไอน้ำมันหรือสารต่างๆ จากน้ำมันอยู่เสมอๆ
ก็ยังจะทำให้ระคายเคืองเยื่อบุจมูก
ซึ่งถ้านานวันไปก็อาจทำให้เป็นโรคเยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังได้
ดังนั้นหากคุณต้องเติมน้ำมันก็ควรปิดประตูหน้าต่างรถไว้

อย่าให้กลิ่นไอของน้ำมันเข้าไปในรถมากเกินไป
ในบางครั้งที่นำรถออกจากอู่ก็เช่นกัน
ควรเปิดกระจกขับให้ลมโกรกระบายกลิ่นออกไปให้หมดอย่างรวดเร็วนะครับ

นิทานน่าฟังสำหรับคนรักกัน

วันหนึ่งมีชายหญิงคู่หนึ่งพึ่งรักกันทั้งคู่รักกันมาก
ผู้ชายให้สัญญากับผู้หญิงว่า

ผมจะรักคุณตลอดไป ผู้หญิงจึงบอกกลับว่า
ฉันเชื่อคุณ
และจะรักคุนอย่างที่รักฉัน

ให้ดีที่สุด ทั้ง 2 คบกันไปชั่วในระยะเวลาหนึ่ง ในระหว่างที่ 2
คนได้เดินจับมือ

กันอยู่ในสวนสาธารณะนั้น ได้มี นางฟ้าคนหนึ่ง ปรากฏกายลงมา
พร้อมกับบอกว่า

"ท่านทั้ง 2 มีความรัก บริสุทธิ์ต่อกัน เราอยากจะให้ท่าน
ได้เห็นอนาคตของท่านทั้ง 2"

ชาย หญิงคู่นั้น จับมือกันไว้แน่นและรุสึกดีใจที่ความรักของเค้าและเธอ
ถึงขนาดนางฟ้ามาให้พร

นางฟ้าจึงพูดขึ้นว่า "ท่านจะดูอนาคตของท่านทั้ง
2
นับตั้งแต่นี้หรือไม่
ชายและหญิงคู่รักมองตากัน

แล้วตอบพร้อมกันว่า "เราทั้ง 2 ไม่กลัวอนาคตเรามั่นใจในกันและกัน"
นางฟ้าได้ยินดังนั้น จึง

เสก ของออกมาเป็นซีดี 2
แผ่นให้ทั้งคู่ไปดูอนาคต.......................


ที่บ้านของหญิงสาว หญิงสาวค่อยๆควักแผ่นซีดีที่ได้จากนางฟ้า
ใส่ลงในเครื่องเล่นซีดี

ในภาพ เห็น ในภาพแรกเธอและแฟนของเธอแต่งงานกัน
เธอยิ้มแก้มปริมีความสุขอย่าง

บอกไม่ถูก ในภาพหลังๆ หญิงสาวได้เห็นว่า มีรูปของแฟนเธอคบชู้

เธอนั่งร้องไห้ เสียใจ

ทันใดนั้น มีเสียงประตูเคาะขึ้นที่ห้องของเธอ เธอรีบปิดเครื่องวีซีดี
และซับน้ำตา

รีบไปเปิดประตู ปรากฏว่าเป็นแฟนของเธอเอง แฟนเธอยิ้ม
แต่เธอโมโหจึงตบหน้าเค้าอย่างแรง

และปิดประตูโดยที่ฝ่ายชาย งง ๆ เธอนอนร้องไห้
ถึงอนาคตที่จะต้องเกิดเช่นในวีซีดีนั้น

หลังจากนั้น เธอพยายามหนีหน้าชายคนรักของเธอ
โดยที่ผู้ชายก็ตามง้อยกใหญ่โดยผู้ชาย

ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร เธอพยายามหาทางเลิกกับผู้ชาย จนสำเร็จ
จนวันหนึ่ง ได้มีเสียงเคาะ

ประตู เธอเปิดประตู แต่ทันใดนั้น
คนที่เคาะประตูก็หันหลังจนลับตาไปเสียแล้ว เธอจำได้ดีถึงแผ่นหลังของ

อดีตชายที่ตัวเองรัก เธอมองลงพื้น
พบซีดีอีกแผ่นหนึ่งของที่นางฟ้าได้ให้ผู้ชาย.....

เธอนำซีดีแผ่นนี้ไปเปิดอีกครั้ง พบภาพ ที่เหมือนกันคือ

ภาพที่ทั้งคู่แต่งงานกันอย่างมีความสุขแต่ภาพหลังจากแต่งงานคือ
ภาพที่เธอมีชู้กับผู้ชายคนใหม่

โดยมีแฟนของเธอร้องไห้อยู่ข้างๆ ........
เธอน้ำตาไหลและปิดวีดิโออย่างช้าๆ ..... เธอค่อยๆเปิดจดหมาย

ที่แนบมากับซีดีนี้อ่าน ข้อความเขียนว่า
"ผมไม่กลัวอนาคตเรามั่นใจในกันและกัน ขอบคุณแม้ผมจะเชื่อใน

คุณฝ่ายเดียวก็ตาม ลาก่อน" ...............

คำว่าเชื่อใจเท่านั้น ที่ทำให้ คนทั้ง 2 คน คบกันอย่างมีความสุข

แล้วคุณละเชื่อใจคนรักของคุณมากแค่ไหน


Pages:12
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help